หัวใจเต้นผิดจังหวะ: อาการแบบไหนไม่อันตราย แบบไหนต้องรีบพบแพทย์ด่วน!

"ใจหายวาบ" หรือ "รู้สึกหัวใจสะดุดกึก" เป็นอาการที่หลายคนคงเคยเผชิญ บางครั้งอาจเกิดตอนตกใจ หรือดื่มกาแฟเข้มๆ แต่รู้หรือไม่ว่า อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ "ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Cardiac Arrhythmia)" โรคที่ซ่อนตัวเงียบๆ แต่อาจอันตรายถึงชีวิตหากปล่อยปละละเลย
หัวใจเต้นผิดจังหวะ คืออะไร?
โดยปกติหัวใจคนเราจะเต้นด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ ประมาณ 60-100 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อระบบไฟฟ้าในหัวใจทำงานรวน จะทำให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป (Tachycardia), ช้าเกินไป (Bradycardia), หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ กระโดดข้ามจังหวะ ซึ่งส่งผลให้การสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายและสมองไม่มีประสิทธิภาพ
แบบไหนที่เรียกว่า "ธรรมดาไม่อันตราย"
- ใจสั่นจากสิ่งเร้าภายนอก: เช่น ดื่มชากาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง นอนพักผ่อนน้อย หรือมีความเครียดสะสม หากหยุดพัก ดื่มน้ำ และลดคาเฟอีน อาการก็จะหายไปเองได้
- หัวใจเต้นเร็วตอนออกกำลังกาย หรือตื่นเต้น: ถือเป็นการตอบสนองปกติของร่างกาย เมื่อหยุดพักสักครู่จะกลับมาเป็นปกติ
- หัวใจสะดุดนานๆ ครั้ง: เช่น สัปดาห์ละครั้ง สองครั้ง โดยไม่มีอาการหน้ามืดร่วมด้วย (มักเกิดจากพักผ่อนน้อย)
แบบไหนที่เรียกว่า "ธงแดง" ต้องรีบพบแพทย์
หากคุณมีอาการใจสั่นร่วมกับ "อาการแทรกซ้อน" เหล่านี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ทันที:
- หน้ามืด วูบ หรือคล้ายจะเป็นลม (Syncope): บ่งบอกว่าหัวใจปั๊มเลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน
- เจ็บแน่นหน้าอก หรือหายใจไม่ออก: รู้สึกเหมือนมีอะไรมาทับหน้าอก หรือหายใจถี่ๆ ร่วมกับใจสั่น
- ใจสั่นรุนแรงแบบไม่เคยเป็นมาก่อน: นั่งอยู่เฉยๆ หัวใจก็เต้นรัวขึ้นมาเกิน 120-150 ครั้ง/นาที และไม่ยอมหยุด
- คลำชีพจรแล้วเต้นกระโดด หรือไม่สม่ำเสมออย่างชัดเจน
วิธีรักษามีอะไรบ้าง?
หากตรวจพบความผิดปกติ แพทย์จะมีแนวทางการรักษาตั้งแต่:
- การใช้ยา: เพื่อควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- การจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Radiofrequency Ablation - RFA): หากพบจุดกำเนิดไฟฟ้าที่ลัดวงจร แพทย์จะสอดสายสวนเล็กๆ เข้าไปที่เส้นเลือดดำและปล่อยคลื่นวิทยุความร้อนไปทำลายจุดลัดวงจรนั้น ซึ่งมีโอกาส "หายขาด" ได้สูงมาก
- การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker): สำหรับผู้ที่หัวใจเต้นช้าเกินไปจนหน้ามืดบ่อยๆ
สรุป
หัวใจเต้นผิดจังหวะไม่ใช่โรคที่ต้องตื่นตระหนกเสมอไป แต่ก็ไม่ควรละเลย หากคุณไม่แน่ใจว่าอาการใจสั่นที่เป็นอยู่อันตรายไหม วิธีที่ดีที่สุดคือไปพบแพทย์เพื่อทำ EKG หรือติดเครื่อง Holter Monitor 24 ชั่วโมง เพื่อให้รู้แน่ชัดและพร้อมรับมืออย่างถูกต้องครับ




